บทความ

ความรู้ประดับสมอง

ต้องแยกคำว่า หุ้นดี กับ หุ้นพื้นฐานดีต่อจากกัน หุ้นพื้นฐานดี ดูปัจจัยพื้นฐาน ครบถ้วน มีความมั่นคงในธุรกิจ ส่วนจะเป็นหุ้นดีหรือไม่ ต้องขึ้นกับ "ราคา" ของหุ้นตัวนั้น ณ ตอนนั้น บางครั้งเราจะเจอ หุ้นพื้นฐานดี แต่ราคาแพงไปแล้ว เพราะทุกคนในตลาดฯรู้ในพื้นฐานต รงนั้น และให้ราคากับหุ้นพื้นฐานดีนั้น ไปแล้ว เพราะฉนั้นบางเวลา หุ้นพื้นฐานดี อาจจะไม่ใช่หุ้นดี ที่หมายถึงหุ้นที่จะสร้างกำไรแก ่นักลงทุนในการเข้าไปล งทุนก็อาจเป็นไปได้ ... หุ้นดี ในความเห็นของผมคือหุ้นที่มีอัพ ไซด์สูงๆ ดาวน์ไซด์ต่ำๆ นั่นคือมีโอกาสสูงที่จะราคาจะขึ ้นได้อีกมากๆ ความเสี่ยงต่ำๆ เพราะฉนั้นบางทีเราจะไม่สนใจในอ ดีตมากนัก แต่ให้ความสำคัญกับปัจจุบันและอ นาคต ... ซึ่งหากเข้าใจตรงนี้ เราจะเห็นโอกาสในหุ้นราคาถูกในป ัจจุบัน และจะเป็นหุ้นราคาแพงในอนาคต ซึ่งกับคนที่มองแต่อดีตจะไม่เห็ นหุ้นประเภทนี้ก็เป็นไปได้เช่นกัน Credit Piyaphan Make bilion

ภาพรวมตลาด

รูปภาพ
ภาพรวมตลาดยังคงเป็นดาวน์เทรนด์ชัดเจน เทรดอย่างมีสติ โชคดีร่ำรวยครับ https://docs.google.com/spreadsheet/ccc?key=0Aj3B1PczHeXkdHh4Y3JFUnFDRWZIbEV5YmtQeEI5RlE#gid=0

Set จากหลายๆ เครื่องมือครับ

รูปภาพ
Set Day week month   Harmonic   Ichimoko Res Sup

มวยวัดในตลาดหุ้น

รูปภาพ
ลักษณะของมวยวัดในตลาดหุ้นได้แก่ เล่นหุ้นตามความรู้สึกและอารมณ์  เช่น หุ้นตัวนี้ราคากำลังวิ่งขึ้น ดังนั้นฉันต้องรีบซื้อไม่งั้นเดี๋ยวจะตกรถ (แล้วก็ดอย) เล่นหุ้นตามคำบอกหรือแรงเชียร์  เช่น มาร์บอกซื้อก็เอา เพื่อนบอกขายก็เฮโล เล่นหุ้นตามข่าวลือ  ข่าวลือนี่ไม่ได้หมายถึงแค่ข่าวที่บอกกันปากต่อปาก แต่รวมไปถึงข่าวที่ออกมาตามสื่อแต่ยังไม่มีการยืนยันอะไรชัดเจน เช่น บริษัท ก. จะเทคโอเวอร์บริษัท ข. โดยที่ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนเชื่อถือได้มายืนยัน เล่นหุ้นแบบโลเล  เช่น ซื้อเพราะสัญญาณทคนิคบอกหุ้นกำลังวิ่งขึ้น แต่พอไม่วิ่งขึ้นก็บอกว่าไม่ขายหุ้นทิ้งเพราะเป็นหุ้นพื้นฐานดี ซื้อขายตามใจตัวเองแบบนี้ ดับสนิทติดดอยแทบทุกราย ถ้าเราไม่อยากเป็นมวยวัดในตลาดหุ้นล่ะ ก็ต้องซื้อขายอย่างเป็นระบบ แล้วระบบนี้มาได้อย่างไรล่ะ? คำตอบค่อนข้างบาดใจคือ  คุณนั่นแหละต้องสร้างระบบขึ้นมาเอง  การจะเป็นจอมยุทธได้คุณจะต้องบัญญัติคัมภีร์ยุทธของตนเอง แต่สิ่งที่อาจจะทำให้ใจชื้นขึ้นก็คือ ระบบที่คุณสร้างมาไม่จำเป็นจะต้องเป็นนวัตกรรมชนิดที่ใช้องค์ประกอบที่คุณสร้างเองคิดเองทั้งหมด ระบบที่สร้างใหม่...

ประวัติ ITD บริษัททีได้รับโครงการบริการน้ำถึง5 โมดูล

รูปภาพ
จากความสำเร็จในการได้รับสัมปทานการกู้เรือเดินทะเลในปี พ.ศ. 2497 ของ ดร.ชัยยุทธ กรรณสูต (หุ้นส่วนชาวไทย) และมิสเตอร์ จิโอจิโอ เบลลินเจียรี่ (หุ้นส่วนวิศวกร ชาวอิตาลี) ได้ทำการกู้เรือจน ประสบความสำเร็จ ซึ่งจุดนี้เองได้นำไปสู่การก่อตั้งเป็น บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (ไอทีดี ) ในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2501 โดยเริ่มต้นทุนจดทะเบียนด้วยเงิน 2 ล้านบาท ต่อมาในปี พ.ศ. 2537 บริษัทฯ ได้เข้า จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทยด้วยทุนจดทะเบียน2,500ล้านบาท และด้วยผลประกอบ การของ บริษัทฯ ที่เจริญเติบโตเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน บริษัทฯ มีทุนจดทะเบียนเพิ่มเป็น 5,871.15 ล้านบาทและ มีทุนชำระแล้ว 4,193.68 ล้านบาท หลังจากเสียชีวิตของ มิสเตอร์ จิโอจิโอ เบลลินเจียรี่ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2524 บริษัทอิตาเลียนไทยฯ ได้ดำเนินการบริหารงาน ต่อโดยหุ้นส่วนคนไทยและสมาชิกครอบครัวกรรณสูต นักบริหารและวิศวกรที่ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถปี พ.ศ.2540 บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้ประสบกับมรสุมทางเศรษฐกิจทำให้บริษัทฯ ต้องทำการปรับปรุง โครงสร้างหนี้ และสิ้นสุดกระบวนการดังกล่าวในว...

มาดูประวัติ MKสุกี ก่อนที่จะเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์กันครับ

รูปภาพ
ประวัติ MK Restaurant อาหารสุกี้ ที่เป็นที่นิยมกันอย่างมากในหมู่คนไทยและชาว ต่างประเทศ ที่มาเที่ยวเมืองไทยจนเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่ง ของประเทศไทยไปแล้วนั้น มีประวัติยาวนาน หลายสิบปีมาแล้วกว่าที่ จะพัฒนามาเป็น สุกี้แบบที่ปัจจุบันนิยมทานกันอยู่ ราว ๆ 40 กว่าปีมาแล้ว (ราว ๆ พ.ศ. 2498) มีภัตตาคารจีน ชื่อ กวนอา อยู่แถว ๆ บางรัก มีรายการอาหารชุดหม้อไฟ เตาถ่าน หม้ออะลูมิเนียม ส่วนของสด ที่เสิร์ฟจะอยู่ในจานเปล ขนาดใหญ่ ก็จะมีเนื้อวัว ตับหมู วุ้นเส้น ผักต่าง ๆ ตอกไข่ใส่ ผสมรวมกันมา ดูน่าทาน น้ำจิ้มจะเป็น สไตล์เต้าฮู่ยี้ แต่รสจัด เวลาไปทานจะไปกันเป็นครอบครัว ไม่ต้องนั่งห้องแอร์สมัยนั้นคนที่ทานสุกี้แบบนี้เป็นมีไม่มากนัก ต้องเป็นขาประจำจริงๆ จึงจะทานเป็น หลังจากยุคแรกนี้แล้ว ราว ๆ สัก 12 ปี ภัตตาคารจีนชื่อ โคคา อยู่แถว ๆ สยามสแควร์ ก็เริ่ม นำเสนออาหาร ชุดสุกี้โดย ดัดแปลง เอาเตาแก๊ส หม้อเสตนเลส มาใช้งานส่วนของสดนั้น ก็จัดออกมา เป็นชนิด ๆ แยกกันสามารถสั่ง ตามความชอบได้ โดยเพิ่มรายการพวกลูกชิ้นต่างๆ เนื้อ ปลา เนื้อกุ้ง ปลาหมึก ฯลฯ ใส่ในจานเปลขนา...

Buffet

รูปภาพ
กฏ 2 ข้อที่สำคัญของ วอเรน บัฟเฟต์ ในการลงทุน คือ ข้อ 1 ห้ามขาดทุน ข้อ 2 ให้กลับไปดู ข้อ 1 เหตุผลหนึ่งที่น่าจะเป็นที่มาของแนวคิดนี้ คือ เวลาที่ขาดทุนไปแล้ว การทำกำไรให้ได้เงินต้นกลับมาเท่าเดิม เราต้องทำกำไรในอัตราที่สูงมากกว่า เพราะเงินต้นมันลดลงไปแล้ว ถ้าไล่ดู % ขาดทุน เทียบกับ % กำไรที่ต้องทำให้ได้ เพื่อให้เงินต้นกลับมาเท่าเดิม ก็จะได้ผลตามนี้ ขาดทุน -10% ต้องทำกำไร +11% ถึงจะได้เงินต้นเท่าเดิม -20% ต้อง +25% -30% ต้อง +43% -40% ต้อง +67% -50% ต้อง +100% -60% ต้อง +150% จริงๆ แล้วหลักคิดนี้สามารถนำมาใช้กับการเล่นหุ้นแบบ Technical ได้ เพราะแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการกำหนดจุดตัดขาดทุน หรือจุด Cut Loss นั่นเอง ยกตัวอย่าง ถ้าเรากำหนดจุดตัดขาดทุน ที่ -5% ดีลครั้งต่อไปเราต้องทำกำไรให้ได้อย่างน้อย +5.3% เพื่อจะได้เงินต้นคืน ก็ยังถือว่าไม่ใช่ภาระที่หนักมาก แต่ถ้าเราปล่อยเลยไปจนขาดทุนมากขึ้นๆ การจะเอา แค่เงินต้นกลับมา ก็จะยากขึ้นไปเรื่อยๆ การขาดทุน 10%-12% ยังเป็น % ที่จะทำกำไรเพื่อให้ได้เงินต้นกลับคืนมาได้ไม่ยากนัก แต่ถ้ามากกว่านี้ ความยากก็จะเพิ่มระดับขึ้นไปเรื่อยๆ